วันทองไม่ยอมตายซ้ำ! “อัศจรรย์วันทอง” ปล่อยตัวอย่างสุดท้าย ระเบิดโลกพีเรียด-แฟนตาซี “อิ้งค์–หมาก–กลัฟ” พร้อมศึกชิงชะตาครั้งใหม่

ใกล้ได้ฤกษ์เปิดประตูสู่โลกของวรรณคดีไทยในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สำหรับ “อัศจรรย์วันทอง” (In The Name of Love) ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Black Dragon Entertainment ที่กำลังเร่งเครื่องสู่โค้งสุดท้ายด้วยการปล่อย ตัวอย่างภาพยนตร์ฉบับสุดท้าย ออกมาเรียกน้ำย่อย ก่อนเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 3 กันยายน 2569 โดยโปรเจกต์นี้ได้ “อิ้งค์–วรันธร เปานิล” รับบทวันทอง ประกบ “หมาก–ปริญ สุภารัตน์” ในบทขุนแผน และ “กลัฟ–คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” ในบทขุนช้าง พร้อมด้วย “ปริมมี่–วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ” และ “เฟย–ภัทร เอกแสงกุล” ภายใต้การกำกับของ “มุก–ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ”
ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันไม่ได้ตั้งใจจะพาคนดูกลับไปเล่าเรื่อง “วันทองสองใจ” แบบเดิม ๆ แต่เลือกหยิบตำนานความรักอันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดมาสร้างเป็น re-imagining ที่ให้ตัวละครหญิงเป็นศูนย์กลางของเรื่องมากขึ้น เมื่อชะตากรรมที่เคยถูกเขียนเอาไว้กำลังจะถูกตั้งคำถามอีกครั้ง วันทองในเวอร์ชันนี้จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงยืนอยู่ตรงกลางระหว่างขุนช้างกับขุนแผน แต่กำลังเผชิญหน้ากับระบบความสัมพันธ์และโชคชะตาที่ผลักเธอไปสู่จุดจบเดิม พร้อมคำถามสำคัญว่า ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนประวัติศาสตร์ เธอจะเลือกเขียนชีวิตตัวเองใหม่หรือไม่
และถ้าตัวอย่างแรกเคยเปิดประตูให้เห็นภาพรวมแล้ว ตัวอย่างสุดท้ายก็เหมือนการเร่งเครื่องแบบไม่กั๊ก เพราะหนังเผยให้เห็นโลกที่ผสมผสานทั้ง พีเรียด ดราม่า โรแมนติก แอ็กชัน และแฟนตาซี เข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่บรรยากาศร่วมสมัย ไปจนถึงโลกของอยุธยา ฉากจากตำนานขุนช้างขุนแผน และสมรภูมิแฟนตาซีที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ จนเกิดเป็นจักรวาลที่มีทั้งกลิ่นอายความเป็นไทยและจินตนาการเหนือจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญที่ทำให้ “อัศจรรย์วันทอง” แตกต่างจากการดัดแปลงเรื่องนี้ในเวอร์ชันก่อน ๆ

เบื้องหลังภาพใหญ่ระดับนี้ยังเป็นอีกสนามที่ทีมสร้างต้องทุ่มสุดตัว โดย โต๊ด–นักรบ มูลมานัส รับหน้าที่ Production Designer ดูแลทิศทางงานโปรดักชันดีไซน์ ตั้งแต่การค้นคว้าเรื่องราวและภาพจำของแต่ละยุค การกำหนดโทนและ Key Visual ไปจนถึงการออกแบบฉาก พร็อพ และทำงานร่วมกับฝ่ายคอสตูม เพื่อให้โลกของหนังมีความเป็นหนึ่งเดียว ที่สำคัญคือโจทย์ไม่ได้อยู่แค่การสร้างฉาก “ให้สวย” แต่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างความสมจริงทางประวัติศาสตร์กับภาพแฟนตาซีที่ผู้กำกับต้องการ งานจึงกลายเป็นการตีความ “ความเป็นไทย” ใหม่ผ่านภาษาภาพยนตร์ร่วมสมัย
อีกหนึ่งความท้าทายคือ ขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคยอย่างมาก และถูกเล่าซ้ำผ่านหลากหลายสื่อมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เรื่องเล่า จิตรกรรม ละครเวที ภาพยนตร์ ไปจนถึงซีรีส์ ดังนั้นการจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า “นี่คือวันทองที่เราไม่เคยเห็น” จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมสร้างต้องค้นหาภาษาภาพใหม่โดยยังรักษาหัวใจของเรื่องอย่างความรัก ความสัมพันธ์ และความขัดแย้งเอาไว้ ขณะเดียวกันก็เติมรสชาติของยุคปัจจุบันเข้าไป เพื่อให้เรื่องราวที่มีอายุหลายร้อยปียังสามารถพูดกับผู้ชมยุคนี้ได้อย่างตรงใจ
ด้านทีมนักแสดงก็ถือเป็นอีกแม่เหล็กใหญ่ของโปรเจกต์ เพราะการจับ อิ้งค์–วรันธร, หมาก–ปริญ และกลัฟ–คณาวุฒิ มาอยู่ในสามตัวละครหลัก ยิ่งทำให้เกิดภาพจำใหม่ของวันทอง ขุนแผน และขุนช้าง โดยก่อนหน้านี้ผู้กำกับเคยเปิดเผยถึงการออกแบบคาแรกเตอร์ให้ทั้งขุนแผนและขุนช้างมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขุนแผนถูกวางให้มีความแข็งแกร่งและความเป็นชายสูง ขณะที่ขุนช้างมีความอ่อนโยนและเข้าใจมุมมองของผู้หญิงมากกว่า ซึ่งความแตกต่างนี้เองจะกลายเป็นแรงปะทะสำคัญเมื่อทั้งสองต้องเข้ามาอยู่ในชีวิตของวันทองคนเดียวกัน
ดังนั้น “อัศจรรย์วันทอง” จึงน่าจับตาไม่ใช่แค่เพราะเป็นหนังพีเรียดที่หยิบวรรณคดีระดับตำนานกลับมาสร้างใหม่ แต่เพราะหนังพยายามตั้งคำถามกับ “ชะตากรรม” ที่คนดูรู้จุดจบอยู่แล้ว และเปลี่ยนคำถามจาก วันทองจะลงเอยอย่างไร? ไปสู่ ถ้าวันทองมีสิทธิ์เลือกชีวิตตัวเอง เธอจะเลือกอะไร? เมื่อทุกอย่างถูกเติมด้วยแฟนตาซี แอ็กชัน งานสร้างขนาดใหญ่ และสามนักแสดงนำที่พลิกภาพจำจากเดิม เกมรักของวันทองจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ ขุนช้างกับขุนแผน อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพยายามแย่งคืนสิทธิ์ในการกำหนดชีวิตตัวเอง เตรียมพิสูจน์บทใหม่ของตำนานได้ 3 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์




