Jannah Theme License is not validated, Go to the theme options page to validate the license, You need a single license for each domain name.
TV/Streamingบันเทิงต่างประเทศ

10 ปี Netflix เกาหลี จากเปิดประตู K-คอนเทนต์สู่โลกกว้าง สู่คำถามแรง ๆ ใครได้ ใครเสีย ในสมรภูมิสตรีมมิ่ง

ครบหนึ่งทศวรรษเต็มสำหรับการเปิดให้บริการของ Netflix ในเกาหลีใต้ เส้นทางที่เริ่มจากหนังอย่าง Okja ก่อนจะพาโลกไปรู้จักคำว่า “K-Zombie” ผ่านซีรีส์ Kingdom และปิดจ็อบความปังระดับปรากฏการณ์ด้วย Squid Game ที่เขย่าอันดับผู้ชมทั่วโลก จนถึงรายการสายแข่งขันอย่าง Culinary Class Wars (เชฟขาวดำ) ที่ทำให้ครัวเกาหลีเดือดบนจอสากล เรียกได้ว่า Netflix คือหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พา K-คอนเทนต์ทะยานสู่เวทีโลกแบบเต็มตัว

Netflix เปิดเผยสถิติเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีว่า นับตั้งแต่ความสำเร็จของ Kingdom ซีซันแรกในปี 2019 ที่ปลุกกระแสซอมบี้สไตล์เกาหลี ไปจนถึง Squid Game ในปี 2021 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นคอนเทนต์ภาษาที่ไม่ใช่อังกฤษเรื่องแรกที่ครองอันดับยอดรับชมสูงสุดของแพลตฟอร์ม และภายในเวลาเพียง 5 ปีหลังจากนั้น มีผลงานเกาหลีมากกว่า 210 เรื่อง ที่ติดอันดับ Global Top 10 ทั่วโลก

ไม่เพียงแค่จำนวน แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชมทั้งโลกให้คุ้นชินกับการดูซีรีส์และหนัง พร้อมซับไตเติลและพากย์หลายภาษา จนคำว่า “ดูพากย์เกาหลี” กลายเป็นเรื่องปกติในหลายประเทศ และทำให้ความเป็น “เกาหลีแท้ ๆ” กลายเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นหมวก กัต ในยุคโชซอน หรือเกมพื้นบ้านอย่างดึงเชือก–ตีกระดาษ ที่โผล่ไปบนหน้าจอผู้ชมทั่วโลกอย่างไม่น่าเชื่อ

Kingdom (2019)

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน ความสำเร็จระดับโลกก็มาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนในโครงสร้างอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีเช่นกัน เสียงจากคนในวงการเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ถึง ปัญหาค่าตัวนักแสดงที่พุ่งสูงแบบก้าวกระโดด หลังตลาดถูกดึงเข้าสู่การแข่งขันระดับสากล จนมีข่าวลือเรื่องนักแสดงบางรายได้ค่าตัวต่อ ตอน สูงถึงหลัก หลายร้อยล้านวอน ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนหนักสำหรับทั้งหนังและซีรีส์นอกแพลตฟอร์มยักษ์

อีกประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือเรื่องของ สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) กรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกบ่อยที่สุดคือ Squid Game ซีซันแรก แม้จะสร้างรายได้และอิทธิพลทางวัฒนธรรมระดับโลก แต่ฝั่งผู้ผลิตในประเทศกลับไม่ได้รับผลประโยชน์ระยะยาวจากการถือครอง IP เท่าที่ควร ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ในยุคสตรีมมิ่ง ใครควรเป็นเจ้าของผลงานอย่างแท้จริง แพลตฟอร์ม หรือผู้สร้างสรรค์

แม้รูปแบบสัญญาจะขึ้นอยู่กับการเจรจาเป็นรายกรณี แต่คนในวงการจำนวนไม่น้อยมองว่า โมเดล “ขายขาด” ควรมีระบบผลตอบแทนเพิ่มเติมหากผลงานประสบความสำเร็จในระดับโลก เพื่อสร้างแรงจูงใจและความยั่งยืนให้กับฝั่งครีเอเตอร์ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มผู้ถือสิทธิ์

Squid Game

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่อง การกระจุกตัวของตลาด เมื่อสายตาของนักลงทุนและผู้สร้างจำนวนมากพุ่งเป้าไปที่ Netflix เป็นหลัก ทำให้แพลตฟอร์มท้องถิ่นต้องรับมือกับการแข่งขันที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น หลายฝ่ายมองว่าหากตลาดมีตัวเลือกมากขึ้น อำนาจต่อรองของผู้ผลิตและนักเขียนบทก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ในเชิงคอนเทนต์เอง ก็มีเสียงสะท้อนว่าแนวซีรีส์สไตล์ “เร็ว แรง ดาร์ก และดราม่าจัด” แบบฉบับ Netflix เริ่มกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่อง จนบางช่วงทำให้ความหลากหลายของแนวเรื่องลดลง แม้จะยังได้รับความนิยมสูง แต่ผู้ชมจำนวนหนึ่งก็เริ่มเรียกร้องงานที่มีโทนแตกต่าง ทั้งอบอุ่น ลึกซึ้ง หรือทดลองรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้น

สุดท้ายแล้ว ครบ 10 ปีของ Netflix ในเกาหลี คือภาพสะท้อนของความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ และในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วต้องมาพร้อมการจัดสมดุลของทั้งระบบอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ยอดวิวหรืออันดับชาร์ตโลก แต่รวมถึงโครงสร้างรายได้ สิทธิ์ในผลงาน และโอกาสของผู้เล่นรายอื่นในตลาดด้วย

เกมสตรีมมิ่งยังอีกยาว และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า K-คอนเทนต์จะไปไกลแค่ไหน แต่คือจะไปอย่างไรให้ทั้งแพลตฟอร์ม ผู้สร้าง และผู้ชม เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button